Back to the Mom Mode

ผ่านไปหลายวัน เริ่มลืม ๆ การไปเที่ยว เอ๊ย ไปหาหมอ คนเดียวอย่างแสนสบายไม่มีลูกกวน กลับมาเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ตามเดิม หลังจากกลับมาจากหาหมอ แกวินงอแงเงาะแงะงิงุมากกว่าปรกติ กลับไปเป็นเหมือนตอนสี่ขวบก่อนไปหาครูหน่อง แต่คราวนี้เรารู้แล้วว่าลูกแสดงอาการอย่างนี้หมายความว่าเด็กมีความไม่สบายใจ เราถามแกวินว่า แกวินกลัวว่าแม่จะป่วยใช่ไหม แกวินพยักหน้า น้ำตารื้น ๆ โถ ลูก แม่ก็ไม่ทันคิด เพราะแม่คุยกับยายเรื่องมะเร็ง แม่ไม่ได้ป่วย หมอต่างหากที่ป่วย แกวินถามว่าป่วยยังไง พออธิบายให้ฟังว่าต้องใส่ระเบิดปรมาณูเข้าไปในคอหมอ ให้มันระเบิดตูมเอามะเร็งออกไปให้หมด แกวินพอใจในคำตอบ และตั้งแต่นั้นก็เลิกงอแงงุงิ

เมื่อวานนี้ไปเรียนเปียโน คุยกับครูยาวเพราะครูจะไม่อยู่อีกห้าอาทิตย์ สั่งการบ้านให้แกวินไว้เยอะมากจนแกวินบ่นว่าทำไมการบ้านเยอะอย่างนี้ ครูถามว่าเป็นไงไปหาหมอ เราบอกว่าคิดว่าไม่ได้เป็นไรแต่ที่ถ่อไปไกลลิบเพราะอยากเจอหมอคนนี้ โรคนี้มันเป็นโรคเวรโรคกรรม ชาติก่อนต้องทำบาปทำกรรมอะไรไว้ถึงได้เป็นมะเร็ง ครูพยักหน้าบอกว่าครูก็ว่ายังงั้น ถ้าครูเป็นครูก็จะไม่รักษาเพราะคิดว่าใช้กรรมไปซะให้หมด ๆ

ว่าแล้วครูก็วิ่งไปหยิบหน้งสือธรรมะมาให้อ่าน คราวนี้เอาตัวหนังสือใหญ่เป้งเหมาะกับสายตาคนวัยสี่สิบกว่า (เอ แต่ครูแก่กว่าเราห้าปีไม่เห็นสายตายาว) คราวก่อนครูให้มาแล้ว ตัวเล็กมาก ต้องไปเอาแว่นขยายมาส่องอ่าน

ครูให้ซาลาเปาเจมาสองถุง เขินนิด ๆ เพราะถึงเราจะสนับสนุนการกินเจ แต่ตัวเองไม่ได้กิน มันก็ดู hypocrite มะ ก็ไม่เชิงนะเพราะไม่ได้คิดว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เพียงแต่กินเจแบบเคร่งครัดแบบครูเราก็ไม่ไหวนะ ถึงจะเห็นด้วยกับครูโดยหลักการ

วันนี้แกวินชวนแม่เล่นหมากรุกแต่เช้า ความจริงชวนเล่นตั้งแต่เมื่อคืน พ่อเพิ่งสอนให้เล่น กำลังหัด เลยต้องเล่นแบบเล่นไปสอนไป เมื่อปีที่แล้วแกวินเล่นเกมมังกรแพ้แม่ทุกครั้ง พอกลับจากเมืองไทยเริ่มเล่นชนะแม่เป็นบางครั้ง เดี๋ยวนี้ชนะแม่ทุกครั้ง ปีนี้เล่นหมากรุกแพ้แม่ทุกครั้ง แต่ปีหน้าอาจจะเปลี่ยน ทำให้แม่ต้องรีบซ้อมเปียโน เดี๋ยวลูกตามทัน แกวินถามว่าแม่ซ้อมทำไมทุกวัน ถ้าอาทิตย์นี้แม่ยังเล่นไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร อาทิตย์หน้าค่อยเล่นใหม่ก็ได้ เราบอกว่า แกวิน ทุกครั้งที่ไปเรียนแม่เสียตังค์นะ ถ้าอาทิตย์นี้ไม่ผ่าน ต้องเล่นซ้ำอาทิตย์หน้า แม่ก็ต้องเสียตังค์สองเท่าสิ

ตั้งกะนั้นมาแกวินไม่เคยงอแงเรื่องไม่อยากซ้อม เพราะเกรงใจแม่ที่เสียตังค์แล้ว

บ่ายนี้เด็ก ๆ นึกได้ว่าเป็นวันชวนเพื่อนไปเรียนยิมที่โรงเรียนลิตเติ้ลยิมของเด็ก ๆ แกรนท์ขอโทรศัพท์ไปกดไลน์โทรหาน้าเงาะ พอเงาะรับสายบอกว่าขอพูดกับอีธานหน่อย ชวนมาเรียนคาราเต้ด้วยกัน น้าเงาะบอกว่าเอาโทรศัพท์ให้แม่ซิ ขอคุยกับแม่หน่อย

แม่ ๆ ตกลงกันได้ว่าพาลูกไปเล่นที่ปาร์ค วันนี้อากาศดีแดดออก ไม่ร้อน ไ่ม่หนาว แกรนท์ชอบเล่นกับทรอยเพราะทรอยเล่นแรงสมใจ วันนี้เล่นไล่ปล้ำไล่เตะต่อยกัน ชนิดว่าเล่นแบบนี้ที่โรงเรียนไม่ได้แน่ ๆ ทรอยก็อุตส่าห์ยั้งมือยั้งเท้า ถ้าเตะจริงมีหวังเจ็บเพราะนั่นเขาสายดำแถมตัวโตกว่าเยอะ แกรนท์ก็พยายามไล่ปล้ำทรอยให้ได้ ส่วนเด็กเล็กกับเด็กหญิงชวนกันเก็บกิ่งไม้ ขุดดิน เด็ก ๆ กับการเก็บกิ่งไม้ ขุดดิน เก็บหิน นี่ช่างสนุกสนานไม่เบื่อ ความจริงแกรนท์กับวินก็ชอบแต่วันนี้อยากเล่นกับลูกพี่มากกว่า

เจออาม่าอาตี๋ข้างบ้านแกมาเดินปาร์คเหมือนกัน อาม่าอาตี๋เดินทั้งวัน เดินแบบชิลล์ ๆ ไม่ได้ทำท่ารีบร้อนจ้ำอ้าวตามควาย แต่เราเคยเดินตามอาม่าครั้งนึง อุแม่เจ้า เดินเร็วมากทีเดียวแหละ ทั้ง ๆ ที่ท่าทางเหมือนเดินสบาย ๆ

ได้เวลาไปเรียนยิม เด็ก ๆ เฮโลกันเข้าไปหมด ทีแรกตั้งใจให้อีธานกับแซคกี้ไป แต่ทรอยกับเคทนึกสนุกแอบเข้าไปเรียนด้วย ทรอยเก่งเพราะสายดำแล้ว เหมือนเด็กมหาลัยลงมาเรียนกับประถม วันนี้น่าสงสารครู เด็กเยอะแยะไปหมด แต่ที่น่าสงสารที่สุดก็คือเด็กคนที่ไม่ได้เอาเพื่อนมา คนอื่นเขามีเพื่อนมาด้วยทุกคน


กลับมาบ้านวินบอกว่า แม่อยากไปซื้อของเล่นที่ร้านเพราะที่สั่งมาจากอเมซอนมันเจ๊งใช้ไม่ได้ อเมซอนก็ยอมรับว่าเจ๊งบอกให้เราโยนทิ้งไปเลยไม่ต้องคืน แล้วอเมซอนคืนเงินให้

กว่าจะได้กลับถึงบ้านกินข้าวเย็น จับลูกอาบน้ำ แปรงฟัน ซ้อมเปียโน พานอน ตัวเองออกกำลัง ก็ดึกดื่นตามเคย เริ่มคุ้นชินกับชีวิตเดิม ๆ ไม่ต้องได้คุยเรื่องความก้าวหน้าในอาขีพการงานก็ได้ เป็นแม่บ้านก็สบายดี Busy but easy

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Tired Dogs Are Good Dogs

มีลูกกับมีหมา ไม่ได้ต่างกันเลย หมานี้พอได้วิ่งได้เล่นจนเหนื่อยแล้วก็จะเป็นหมาดี นอนเฉย ๆ ไม่ทำของเสีย วันนี้ลูก ๆ เรียบร้อยมาก นอนดูแท็บเบล็ต เล่นเกม ต่อเลโก้ อะไรต่ออะไรเงียบ ๆ หน้าตาดูยังเหน็ดเหนื่อย ไม่ลุกมาเล่นแผลง ๆ ทำของเสีย ไม่เอากระเป๋ามาขี่เล่นในบ้าน ของแซมโซไนท์เขาทนจริง รุ่นนี้เขาเลิกทำไปแล้ว ทนแต่หนัก ใส่ของนิดเดียวก็เต็มโควต้า 23 กิโล เด็ก ๆ เอามาเข็นเร็ว ๆ แล้วขึ้นไปนั่ง เมื่ออาทิตย์ที่แล้วฝนตกติดกันสองอาทิตย์ เด็ก ๆ เบื่อมาก เข็นกระเป๋าเล่นกันในบ้านวุ่นวายและน่ากลัวตกลงมาต้องไปหาหมอฉุกเฉินอีก

ถามว่าไปเล่นนินจาอีกมั้ยก็บอกว่าไม่เอา จะพัก ไปเล่นที่พิพิธภัณฑ์เด็กมั้ย ไม่ต้องออกแรงอะไร ไม่เอา จะพัก เหนื่อยจัดจริง ๆ

เลยมีเวลามานั่งพิมพ์บลอก แกวินถามว่าแม่ทำอะไร เราบอกว่าเขียนไว้ว่าวันนี้คิดอะไร อีกสิบปีกลับมาอ่านจะได้ไม่ลืม แล้วถ้าวันหลังหนูอยากรู้ว่าแม่เขียนอะไรก็หัดอ่านภาษาไทยแล้วมาอ่านก็ได้

เมื่อวานนี้หลังจากลูก ๆ เหนื่อยจัดมาจากยิม เราออกไปเดินกับทอม บ่นกับทอมว่าฉันรู้สึกว่าความคิดไม่เหมือนแม่บ้านคนอื่นเขาเลย ทอมถามว่าจะกลับไปทำงานมั้ยหละถ้าอยากคุยกับผู้หญิงทำงานคนอื่น อืม … ไม่เอา ไม่เป็นไร ทนได้ เดี๋ยวไปเมืองไทยครั้งนี้จะได้เจอเจ๊เกรซนานเป็นเดือน รอไหว

บ่าย ๆ ลูก ๆ หายเหนื่อย เริ่มมองหาอะไรเล่นซน เลยเสนอลูก ๆ ว่าไปซื้อบาร์บีคิวกับแม่กันมั้ย ลูก ๆ บอกว่าอยากนั่งรถไปด้วยเพราะยังชอบนั่งเบาะหลังอยู่ จับลูก ๆ ใส่รถขับรถไปร้าน Rudy’s ที่ทอมบอกว่าอยากกิน ขากลับจากร้านขับรถผ่าน Memorial Park ถามเด็ก ๆ ว่าอยากแวะเล่นมั้ย เด็ก ๆ บอกว่าแวะ เล่นสนามเด็กเล่นสักพักบอกว่าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกมากกว่า แล้วก็ไปเก็บกิ่งไม้มาปาลงน้ำ เก็บลูกไม้ปาลงน้ำ ปาใบไม้ลงน้ำแต่ปาไม่ได้เพราะใบไม้จะปลิวเข้าหาตัว เก็บจุกลูกไม้มาหงายทำเป็นเรือ เอาลูกไม้กลม ๆ มาสมมุติว่าเป็นระเบิดแล้วปาลงน้ำ

ถามลูกว่าเป็นไงสนุกมั้ย ลูก ๆ บอกว่าสนุกมากแม่ พรุ่งนี้อยากมาอีก แต่วันนี้หนาวแล้วอยากกลับบ้าน แกรนท์ใส่เสื้อกันหนาวตัวโคร่งที่มีลายธงชาติอเมริกันที่แม่ซื้อมากะว่าจะใส่เอง แต่แกรนท์กำลังฮิตเสื้อผ้าที่มีลายธงชาติอเมริกันมาก ยึดของแม่ไปใส่ พ่อรีบสั่งให้ไปซื้อไซส์แกรนท์มาด่วน ใส่เสื้อตัวโคร่งยังกะเป็นผู้อพยพ แต่เราว่าน่ารักดีเหมือน Huckleberry Finn


โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Ninja Course at Majestkids

กลับมาถึง แปลงร่างจากสาวโสดกลับเป็นคุณแม่ วิ่งกลับจากสนามบินมารับลูกไปเรียนคาราเต้ แกรนท์ทำท่างอแงไม่อยากไปเรียนสักพัก แต่พอครูให้เด็กกระโดดสูง ๆ แกรนท์อยากไปกระโดดบ้าง วิ่งตื๋อเข้าไปเอง

ยายบ่นว่าพอแม่มาถึงลูกยุ่งทันที อยู่กับยายไม่เห็นยุ่ง บอกให้กินอะไรก็กิน กินแต่ของมีประโยชน์ นอนตั้งแต่สามทุ่ม อยู่กับแม่นอนห้าทุ่ม วินบ่นว่าตอนแม่ไม่อยู่วินนอนพลิกไปพลิกมาตั้งนานกว่าจะหลับ ยายแทรกขึ้นว่าเพราะมันยังไม่ถึงเวลานอน

พอแม่มาป่วนทันที จะให้แม่ไปซื้อขนมนั่นนี่ที่อยากกินแต่ยายบอกว่าไปซื้อไม่ได้ยายขับรถไม่เป็น พอวันรุ่งขึ้นแปลงร่างกลับเป็นแม่บ้าน โคตรจะ identity crisis ปรับร่างไม่ทันจากนั่งเลาน์สบาย ๆ จิบไวน์ ออกกินดินเนอร์คุยกับหมอที่เก่งที่สุด กลายมาเป็นแม่บ๊านแม่บ้านคุยระดับหกขวบเท่าเดิม เงาะชวนไปเล่นที่เล่นใหม่ที่โบว์บอกว่าดี โบว์นี้สุดยอดมากเรื่องสถานที่เล่น สถานที่เรียนกิจกรรมร้อยแปด

โบว์พาตัวเล็กมาด้วย ช่างน่ารักน่าฟัดมาก อุ้มเหาะไปไหนก็ได้ไม่มีร้องไห้ ขอยืมเบบี้คนอื่นเขาอุ้มจนชื่นใจแล้วก็คืนแม่เขาไป ไม่อยากมีเองอีกแล้ว แต่อยากยืมอุ้มอีก

นั่งคุยกับแม่ ๆ ทั้งหลาย อวดแม่ ๆ ว่าตรูนี้มีความสุขจัง ได้ไปหาหมอคนเดียว เงาะกับโบว์ถามว่าไปคนเดียวนี่คนเดียวหรือทอมไปด้วย เราว่าไปคนเดียวดิ ทอมเคยไปด้วยที่ไหน ไปสัมภาษณ์กรีนการ์ดยังไปคนเดียวเลย petitioner ไม่ได้ไปด้วย ทุกคนเหวอมาก ขนาดนั้น แล้วก็ผ่านได้ง่าย ๆ ในสามคำถาม คำถามแรก Where do you live? เราก็ตอบว่าฮิวสตัน เขาก็ถามใหม่ เราก็ตอบอันเดิม เขาปิดไมค์บอกว่า Bangkok อันนี้ด้วยความเซ่อ เพราะยื่นเรื่องที่กรุงเทพ (คิวสั้น) ก็ต้องตอบว่ากรุงเทพสิ เจ้าหน้าที่ก็รู้นะว่าเราโกง ยังอุตส่าห์ช่วย

คำถามที่สอง Is your husband with you today? เราบอกว่า No. คำถามที่สาม When are you going back to Houston? อันนี้ขำสุด เพราะรู้ทั้งรู้เลยนะว่าเราโกง มาต่อคิวที่กรุงเทพแทนที่จะต่อคิวที่เท็กซัส ก็คำถามแรกยังให้เราตอบว่ากรุงเทพอยู่เลยนี่นา แล้วเขาก็บอกให้มารับเล่มอีกสองวัน เป็นอันจบการสัมภาษณ์

ก็งง ๆ นะ เคยได้ยินแต่เขาบอกว่าเวลาสัมภาษณ์กรีนการ์ดเจ้าหน้าที่จะถามคำถามโน่นนี่ นอนด้วยกันรึยัง เมื่อเช้าภรรยากินข้าวกับอะไร บลา บลา นี่ไม่เห็นถาม หรือเคล็ดลับคือต้องไม่ให้ petitioner มาด้วย

เด็ก ๆ เล่นยิมแบบที่ซ้อม Ninja Worrior กันห้าชั่วโมง ไม่ยอมกินอะไรเลย บังคับให้กิน grilled cheese แซนวิชไปได้คนละครึ่งซีกแล้วก็วิ่งตื๋อไปเล่นกับเพื่อนจนแม่ ๆ บอกว่ากลับเหอะ คือแม่เหนื่อย


เด็ก ๆ ชอบมากพอวันนี้ขอไปอีก เราบอกว่าเล่นกันสองคนนะ คนอื่นเขาไม่มาแล้ว เด็ก ๆ บอกว่าก็ดีเหมือนกันจะได้เล่นอะไรก็ได้ แต่เล่นไปสักพักพอมีเด็กคนอื่นมา เด็ก ๆ ดีใจมาก รีบเร่เข้าไปชวนเพื่อนเล่นด้วยกัน

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ววินฮิตเล่นเกมเศรษฐี เป็นเกมที่ดีมากสำหรับการโฮมสกูลในแบบของโฮลท์ มีทั้งบวกเลขลบเลขด้วยแบงค์กระดาษ ทำให้จับต้องได้ คิดง่าย มีทั้งคำนวณสถิติว่าโอกาสตกโดนแต่ละช่องเท่าไหร่ คำนวณความคุ้มค่าของการลงทุนซื้อบ้านหรือโรงแรม หรือเอาโฉนดสีแลกกับที่รถไฟที่ยิ่งมีเยอะยิ่งได้ค่าเช่ามาก

แกรนท์ไม่สนใจแต่ก็อยากมาเล่นด้วย แกรนท์ชอบเล่นเป็นธนาคาร แต่พอวินจะแพ้แกรนท์จะบอกว่าธนาคารให้เงินวินยืมทุกที พ่อบอกว่าเดี๋ยวจะมาช่วยเล่นด้วยเพื่อจะได้สอนเรื่อง leverage ยิ่งมีคนเล่นเยอะ คนที่สร้างบ้านได้ก่อนก็จะได้เงินเยอะและโอกาสชนะเยอะ แต่ต้องเป็นบ้านที่อยู่ในที่ดินที่มีโอกาสที่คนเล่นคนอื่นมาตกเยอะ ก่อนที่จะมีลูกแม่เคยอ่านตำราวิเคราะห์เกมเศรษฐี Monopoly strategies เลยเอาเกมเศรษฐีมาสอนได้ทะลุปรุโปร่งหลายวิชามาก

ที่วินกำลังฮิตเล่นอีกอย่างคือโดมิโน ตอนแรก ๆ วินบอกว่าอัน blank มีน้อย แต่เราเรียงให้ดูว่าทุก combination มีอันเดียวหมด และทุกตัวมีจำนวนเท่ากันหมด เพราะฉะนั้นสามารถคำนวณตามสถิติได้ว่าตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามมีตัวอะไรถ้าเล่นกันแค่สองคน ก่อนจะลงตัวไหนต้องคิดคำนวณสถิติก่อนจึงจะมีโอกาสชนะมาก แต่ไม่ได้แปลว่าจะชนะร้อยเปอร์เซ็นต์ เล่นโดมิโนนี่คือวิชาสถิติชั้นยอดและคำนวณค่อนข้างง่าย มีตัวเลขแค่เจ็ดชุด วันหลังอาจจะต้องลองลดตัวเล่นลงเหลือแค่ห้าชุดก่อน ให้คำนวณได้ง่ายขึ้นเหมาะสำหรับนักเรียนอนุบาล

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Albuquerque

วันนี้เริ่มต้นการเดินทางโดยไม่มีลูกเป็นครั้งที่สาม ไม่ว่าจะมีลูกหรือมีหมา เดินทางไม่สะดวกคล่องแคล่วเหมือนตัวเปล่า มีหมาก็ห่วงหมา มีลูกก็ห่วงลูก เคยฝากเจ้าแม็คไว้ที่ที่รับฝากหมาเจ็ดวัน มันคงไม่ได้อึเลยเพราะติดนิสัยได้เดินเล่นวันละอย่างต่ำสามไมล์ แต่ตอนฝากไว้เขาพาเดินนิดเดียว มันยังไม่ได้ดมโน่นดมนี่ดูนั่นเท่าที่ต้องการ แป๊บเดียวหมดเวลาเดินเล่นยังไม่ทันอึ แถมกินไม่ลงเพราะอาหารไม่ถูกปาก พอไปรับกลับบ้านแป๊บเดียวมันอึซะสามหนติดกัน คงทรมานน่าดู

เช้าวันนี้ก็วิ่งวุ่นธุระแต่เช้า ถึงได้หยุดจากงานบ้านสองวัน แต่งานบ้านไม่ได้หยุดด้วย ยังมีเสื้อผ้าให้ซักทุกวัน ฝุ่นมาทุกวัน ธุระลูกมีทุกวัน ก่อนออกจากบ้าน ซักผ้าหนึ่งถัง เก็บพับเสื้อผ้าจากที่ซักเมื่อวานเข้าตู้ เปิดประตูบ้านทุกบานให้อากาศถ่ายเท วันนี้เป็นวันแรกในรอบสิบกว่าวันที่อากาศเย็นแต่ไม่หนาวและแห้ง ฝนตกติดต่อกันมาหลายอาทิตย์ บ้านชื้นเดินเหยียบพื้นปูนรู้สึกมันหนึบ ๆ เท้า (แต่ไม่เห็นใครบ่น) พอเปิดบ้านให้ลมโกรก รู้สึกบ้านแห้งทันที

อากาศดีมาก เด็ก ๆ ขอไปนั่งในรถตู้ ตอนนี้ย้ายคาร์ซีตจากเบาะกลางไปไว้เบาะหลัง เด็ก ๆ ชอบใจมาก วันศุกร์ยายต้องไปซื้อกับข้าวที่จัสโก้ตุน แกรนท์โวยวายไม่อยากไปด้วยอยากเล่นอินเตอร์เน็ตที่บ้าน คงจะเล่นติดพันอยู่แต่อธิบายไม่ได้ว่าจะเล่นอีกแป๊บนึงค่อยไป พอบังคับไปขึ้นรถก็ไม่ชอบใจ ร้องไห้อยู่นานแล้วก็ไปนั่งที่เบาะหลัง แต่พอคิดมุขได้ว่าเอางี้มั้ย เอาคาร์ซีตไปนั่งที่เบาะหลังเลย น้ำตาเหือดเป็นปลิดทิ้ง รอยยิ้มมาแทนทันที ย้ายคาร์ซีตไปข้างหลังสองอัน เด็ก ๆ นั่งอย่างมีความสุข ตื่นเต้น ไม่เคยนั่งมาก่อน ยายก็สบายขึ้นด้วย ไม่ต้องนั่งเก้าอี้กลางที่นั่งไม่สบาย

เด็ก ๆ ยังเห่อคาร์ซีตที่ย้ายไปอยู่เบาะท้าย แกรนท์เอาแท็บเบล็ตขึ้นไปนั่งดูบนคาร์ซีต ใส่ซีตเบลท์ซะด้วย ส่วนวินก็ตามขึ้นไปนั่งเล่นสักพักวิ่งมาเกาะแกะ ๆ กับแม่ ทำหน้าเบ้ถามว่าแม่จะไปกี่วัน ทำไมไม่ไปเช้าเย็นกลับ เอ่อ นั่นพ่อคนเดียวนะที่ไปอย่างนั้นไหว แล้วพ่อเขาไปเมืองใหญ่ มีเครื่องบินเข้าออกตั้งแต่เช้ามืดถึงดึก แม่ไปเมืองบ้านนอก ความจริงแล้วตามจำนวนประชากรก็ไม่ถึงกับเมืองเล็กมาก แต่เที่ยวบินมีให้เลือกน้อย

เวลาพ่อไปไหนไม่เห็นมีดราม่า แค่ว่าดีใจมากเวลาพ่อกลับมา วิ่งไปรุมล้อมทุกที่ที่พ่อไปแม้แต่ห้องส้วมก็ตามไป แต่แม่จะไป ดราม่ามาก แม่ก็ไม่ค่อยสบายใจ รู้สึก guilty เล็กน้อยถึงปานกลาง

หมู่นี้พ่อเดินทางบ่อย กระเป๋าเดินทางใบเล็ก underseater ใช้คุ้มมาก พ่อไปบ่อย ๆ อย่างนี้แม่ยิ้มย่อง ได้แต้มมาริออตต์มาพักโรงแรมฟรี จริง ๆ แล้วเจ้าของแต้มต้องไปด้วยเวลา redeem แต่เขาบอกว่ามีทริคง่าย ๆ แค่ใส่ชื่อเราเป็นแขกคนที่สองแล้วบอกว่าแขกคนที่หนึ่งยังไม่มา อันนี้เป็นไปได้อย่างยิ่ง จะไปเดนเวอร์ยังไปกันคนละไฟลท์ แม่กับลูก ๆ ไปก่อน ไปไฟลท์ถูก พ่อไปทำงานก่อนแล้วค่อยตามไปไฟลท์หลังแล้วกลับมาก่อน

แม่ไม่ได้จากลูกไปไหนมาสองปีเต็ม ๆ (หย่อนไปหนึ่งอาทิตย์) ไปไหนหิ้วลูกไปด้วยตลอด คือพาลูกไปเที่ยว ไม่ได้ไปเที่ยว ไปธุระที่ไหนก็พาลูกออกไปด้วย เมื่อเสาร์ที่แล้วเอารถไปตรวจสภาพก็หอบลูก ๆ ไปด้วยเพราะเด็ก ๆ ชอบไปหยอดตังค์ตู้ขายขนม แต่พอหยอดได้ขนม กินขนมหมดแล้วก็ชักจะเบื่อ เอาหนังสือมาอ่านกัน

ตอนแรกจะขับรถไปแต่ทอมบอกว่าให้นั่งอูเบอร์ไป สะดวก คำนวณราคาแล้วดีกว่าขับรถไปจอดให้เสียค่าจอดและไม่ต้องรอ ถามทอมว่าแล้วขากลับละ ต้องแวะซื้อกับข้าว ทอมบอกว่าแวะลงแล้วขึ้นอูเบอร์คันใหม่สิ อูเบอร์นี้เป็นแท็กซี่เสรีแบบมองด้วยตาไม่เห็น ต้องมองด้วย app ถึงเห็น

ลงที่เทอร์มินอล B ไม่มีคิวรอตรวจอาวุธ เดินวน ๆ ๆ ตามเส้นแบ่งเลนที่เขาทำวน ๆ ไว้ เดินไปเดินมาถึงทางตัน งง ต้องวนกลับมาใหม่ เจ้าหน้าที่บอกว่าเก๊กหน้าขรึม trying to keep my straight face กลั้นหัวเราะแทบบตาย เรานี่หละหัวเราะขำตัวเองก่อนบอกเจ้าหน้าที่ว่าขำดีออก ไปเล่นเดิน maze เขาวงกตไร่สับปะรดยังเสียตังค์เล่น อันนี้เจ้าหน้าที่ TSA ทำเขาวงกตให้เล่นฟรี

นั่ง skyway มาลง terminal E มายูไนเต็ดคลับ เพราะจำได้ว่าเป็นคลับที่ใหญ่กว่าที่ terminal อื่น ใส่เสื้อโค้ตทับเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มให้ดูดีมีระดับขึ้นนิดนึง เอาโค้ตดูดีทับเสื้อผ้ายาจกตัวโปรดที่ใส่แสนสบาย ทำหน้า straight face บ้าง ยื่น boarding pass กับ club pass ที่ซื้อมาจากอีเบย์ ด้วยท่าทางมั่นใจ ความจริงระทึกเล็ก ๆ ว่าบัตรปลอมรึเปล่า แต่ก็สแกนผ่าน มานั่งกินซุป สลัด น้ำชา กรอกน้ำเย็นใส่กระติก จิบไวน์ อืม คุ้มกับราคาสองใบสามสิบเหรียญ ถ้าต้องจ่าย $59 ไม่นั่ง ยุคนี้ดีจริง ๆ นั่งรถอูเบอร์ นั่งเลาน์ด้วยบัตรจากอีเบย์ เดินทางแบบชั้นหนึ่งในราคาชั้นประหยัด นั่งเลาน์สักพักความรู้สึก guilty หายไปหน่อย แม่ก็ต้องการพักบ้างนะ แม่คนเดียวที่ไม่มีวันพัก แต่ด้วยสำนึกว่านี่คือหน้าที่เรา ก็ตั้งใจทำให้ดี วินเข้าใจเรื่องหน้าที่เป็นอย่างดี แม่อธิบายว่าหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงเป็นหน้าที่ของพ่อ หน้าที่ดูแลลูกเป็นหน้าที่ของแม่ แล้ววินมีหน้าที่อะไร วินคิดสักพักถามว่า ซ้อมเปียโนใช่ไหมแม่

วินถามว่ายายมีหน้าที่ทำกับข้าวหรือ เราบอกว่าไม่ใช่ ยายไม่มีหน้าที่อะไรทั้งนั้น ยายเลี้ยงแม่จนโตแล้ว หมดหน้าที่แล้ว แต่ที่ทำกับข้าวให้หนูทุกวันเพราะรักหนูไม่ใช่เพราะหน้าที่

เดี๋ยวนี้วินดีมาก ๆ เมื่อวันพุธนัดกับโบว์ เงาะ ไปเล่นที่แม็คโดนัลด์กัน ตอนกลางคืนวินมาบอกว่าวันนี้ทรอย เคท กับอีธานผลักแซกกี้ลงไม้ลื่น บอกว่าแซคกี้เด็กไปไม่ให้เล่นด้วย (ผู้ใหญ่เห็นแต่ตอนแซกกี้ร้องไห้วิ่งลงมาจากไม้ลื่น) เราถามอย่างแรก แล้ววินกับแกรนท์ผลักแซ็กกี้ด้วยหรือเปล่า วินบอกว่าวินไม่ได้ผลัก แต่วินไม่รู้จำทำยังไง ไม่อยากให้ทรอยโกรธ แกรนท์ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ลงมานั่งกินเฟรนช์ฟรายอยู่ข้างล่าง

วินบอกว่าแซกกี้วิ่งกลับขึ้นไปใหม่ วินเลยบอกทุกคนว่าให้แซกกี้เล่นด้วย แต่วินไม่ได้บอกแม่ เราบอกว่าดีแล้ว แม่ไม่อยากให้วินขี้ฟ้อง วินทำถูกแล้ว ส่วนเรื่องเด็กคนอื่นผลักกันเป็นเรื่องของแม่ของแซกกี้กับเรื่องของแม่ทรอย เขารู้แล้ว แซ้กกี้บอกเอง แม่เขาจะทำยังไงไม่ใช่เรื่องของแม่จะไปคิดแทน

ครึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องออก ออกจากเลาน์นั่ง skyway กลับไปที่เทอร์มินอล B นั่งเครื่องมาค่อนข้างสบาย เครื่องเกือบเต็มแต่คนที่ต้องได้นั่งข้าง ๆ เราได้อัพเกรดไปบิสิเนสคลาส เลยได้นั่งสบาย ๆ คนเดียวสองที่นั่ง

มาถึงโทรไปที่ฮอลิเดย์อินน์ส่งรถชัตเติลมารับ จองโรงแรมแบบถูกผ่านทางฮอตไวร์ เดาได้ว่าเป็นฮอลิเดย์อินน์ ราคาคืนละ $48 ลองเสี่ยงดู มาคนเดียวไม่จำเป็นต้องโรงแรมดีมาก สภาพโรงแรมตึกเก่าแต่ทาสีใหม่ ใส่เฟอร์นิเจอร์ใหม่ เตียงใหม่ แต่ยังไงก็รู้สึกว่ามันเก่าอยู่ดีนะเหมือนผู้หญิงสี่สิบแล้วโบท็อกซ์ ถึงหน้าจะตึงแต่มันก็สี่สิบอยู่ดี มาพักคนเดียวก็โอเคอยู่ แต่ถ้ามีลูกมาด้วยพักโรงแรมอื่นดีกว่า

มาถึงก็อาบน้ำนอนเลย ทีแรกตั้งใจว่าจะไปยิมก่อน แต่รู้สึกเหนื่อยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไร แค่นั่งเลาน์นั่งเครื่องบิน นอนดีกว่า ตื่นเช้ามากินขนมไหว้พระจันทร์ ข้างกล่องเขียนว่าก้อนละ 640 แคลอรี่ เอ๊ะ เป็นไปได้ไงก้อนเล็ก ๆ แต่พอกินไปครึ่งก้อน เออ ท่าทางจะจริง รู้สึกอิ่มซะแล้ว นอนต่อ แล้วลงไปยิม นั่งอูเบอร์บอกให้ไปส่งซับเวย์ แต่คนขับบอกว่ามาที่นี่ต้องกินอาหารเม็กซิกัน พาไปส่งร้านเม็กซิกันข้าง ๆ แทน ก่อนลงจากรถคนขับบอกว่าขออธิษฐานให้ก่อน แล้วก็อธิษฐานขอให้พระเจ้ากำจัดมะเร็งออกไปให้หมดทุกโมเลกุล ในนามพระเยซู อาเมน


ชอบจริง ๆ เลยมาบ้านนอก ผู้คนน่ารักมีน้ำใจมาก ๆ นั่งกินกลางวัน คนเต็ม ร้านเขาดังจริง มีสองผัวเมียมาขอแชร์โต๊ะ คุยกันถูกคอเพราะคอเดียวกัน ถ่อจากซานตาเฟมาหาหมอที่นี่เหมือนกัน พอจะลุกไปเขาให้จี้เซนต์เทเรซ่าแห่งกัลกัตตามาให้เป็นเครื่องรางให้เราโชคดี

นั่งอูเบอร์ต่อไปที่ รพ ศูนย์มะเร็ง ไปถึงเร็วแต่คุณหมอก็มาเร็ว คุณหมอถามว่าเห็นอะไรต่างไปจากเดิมมะ แล้วคุณหมอก็ชี้คอให้ดูเป็นรอยปาดยาวรอบคอ คุณหมอบอกว่าชั้นเป็นมะเร็งไทรอยด์ขั้นสาม

เลยนั่งเท้าคางคุยกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่คุณหมอจะกดท้องดูว่าไม่มีก้อน คุณหมอเลยแถมตรวจไทรอยด์ให้ด้วย คุณหมอว่าตรวจแถมให้เพราะตอนนี้ชั้นรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับไทรอยด์ ตกลงคุณหมอจะโทรไปหาคุณหมอกอฟฟ์ให้สั่งใบให้เราไปทำซีทีที่เท็กซัส เราบอกว่าขอแถมอีกอย่าง ขอหมอหัวใจด้วย คุณหมอเลยบอกให้ไปเจอหมอลิสแมนที่ medical center บอกว่าหมอคนนี้หล่อมาก โม้ ๆ ๆ เม้าท์ ๆ ตามประสาผู้หญิงสองคนคุยกัน แล้วคุณหมอบอกว่ายังคุยไม่จบ เดี๋ยวไปกินข้าวเย็นกัน โทรไปจองร้านอาหารให้ไปเจอกันหกโมงเย็น

นั่งอูเบอร์ต่อไป Old Town เดินดูร้านนั้นนี้สักพัก ได้เจลลี่บีนส์รส Berry Blue ที่แกรนท์ชอบกินมาหนึ่งถุง กับ Licorice ที่ดูน่ากินเหมือนของที่เคยกินตอนพวกดัชต์เอามาฝาก มีเรากินเป็นอยู่คนเดียว คนอเมริกันกินไม่เป็นบอกว่ามันรสชาติห่วยมาก เด็ก ๆ เคยกินบอกว่ารสชาติเหมือนเคี้ยวสกั๊งค์ แต่เราว่ามันเหมือนหมากหอมเยาวราชบวกโบตัน

ใกล้เวลานัดขึ้นรถเมล์ไปที่ร้าน ใช้กูเกิลแม็ปบอกทางรถเมล์ แต่นั่งผิดทิศ ต้องข้ามถนนมาขึ้นใหม่ ทั้งสองเที่ยวมองไปคนบนรถหน้าตาเป็นอินเดียนแดงแบบนาวาโฮเกือบทั้งหมด ต่างกับเวลาขึ้นที่ฮิวสตันที่จะเป็นคนดำซะมาก และเป็นเม็กซิกันที่หน้าตาออกอินเดียนแดงแบบมายา แต่คนบนรถที่นี่หน้าตาเหมือนเดินออกมาจากหนังคาวบอย ชนิดว่าถ้าถ่ายหนังคาวบอยละก็จับทุกคนบนรถมาเข้าฉากได้เลย ตอนรอรถเมล์รู้สึกว่าไม่น่ากลัว แต่ละคนดูท่าทางไม่ใช่พวกหาเรื่อง ดูหน้าตาเป็นมิตรแม้ว่าเราจะหน้าตาไม่เข้ากับคนอื่นบนรถ ตอนที่รอรถเมล์  ใกล้เวลาหกโมงเย็นถึงเวลานัดกินข้าว เราเริ่มกระวนกระวาย มีผู้ชายนาวาโฮแก่ ๆ หน่อยเดินเข้ามาใกล้ ๆ เราก็นึกว่า เอ จะมาขอตังค์ฉันรึเปล่า ที่ไหนได้ เขาเดินมาบอกว่า ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็มา

ไปนั่งรอคุณหมอแป๊บนึง หิวน้ำมากขอเข้าไปนั่งโต๊ะก่อนนะ คุณหมอกระหืดกระหอบตามมาบอกว่าเพิ่งออกจากคลินิก คนไข้สุดท้ายเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้ายใกล้จะตายไม่มีอะไรรักษาได้แล้ว คือรอความตายอย่างเดียว อายุ 33 เมียที่มาด้วยก็ท้องแก่อีก คุณหมอบอกว่ารู้สึกแย่มากไม่รู้จะบอกคนไข้ยังไงว่ารักษาไม่ได้แล้วเพราะเขาก็มองหน้าคุณหมออย่างมีความหวังว่าคุณหมอจะมีปาฏิหารย์อะไรมาเสนอในฐานะผู้อำนวยการแผนกมะเร็งทางเดินอาหารที่อุตส่าห์มาจากโรงพยาบาลมะเร็งอันดับหนึ่งของโลก

คุณหมอบอกว่าที่เราเคยบอกว่าให้เลือกทำในสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ตอนนี้โคตรเข้าใจ แต่ก่อนก็พอจะเข้าใจแต่คิดว่าเอาไว้ก่อน เอาหน้าที่การงานก่อน

คุณหมอถามถึงเจ้าสองคนที่คราวก่อนไปหาหมอกับแม่ด้วย ยังจำได้ว่าคนนึงชอบคุยกับอีกคนช่างสังเกต เราบอกว่าคนนึงลักษณะวิศวกร อีกคนลักษณะหมอ คุณหมอบอกว่าดีจริง คนนึงสืบทอดพ่อแม่ อีกคนไว้ดูแลเธอ เราบอกว่า ไม่นะ ไม่ ๆ เราจะไม่ใส่ ambition ของเราให้ลูก พยายามไม่ใส่ แต่จริง ๆ คงมีหลุดไปบ้าง

เราถามว่า Are you living your parents ambition? คุณหมอบอกว่ามันใช่มาก ๆ เพราะพ่อแม่เป็นมะเร็งตายตั้งแต่ 45 กับ 46 ตอนพ่อมาจากเวียดนามเป็นอาจารย์มหาลัย แต่เพราะภาษาไม่ได้เลยต้องเป็นจับกังเพราะมีศักดิ์ศรีเกินกว่าจะรับเงิน welfare พอเริ่มภาษาได้แล้วกลับไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกาตั้งใจว่าจบแล้วจะสอนเลขอีก แล้วบั้นปลายจะไปสอนเลขที่เวียดนาม แต่ตายซะก่อน คุณหมอเลยเป็นหมอแล้ววันหยุดสี่อาทิตย์กลับไปสอนที่เวียดนามทั้ง ๆ ที่พูดเวียดนามกระท่อนกระแท่น จนตอนนี้พูดพอได้แล้ว ทั้งหมดเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์พ่อ

แอบยิ้ม เป๊ะมะที่เรากะคุณหมอกอฟฟ์นินทาว่าคุณหมอเป็น midlife crisis แต่ไม่ได้บอกนะ ทอมสั่งว่า be supportive เราบอกว่าอาหาร midlife crisis ของผู้หญิงมีสามอย่าง หนึ่งมีลูก สองเปลี่ยนงาน สามมีชู้ ฉันดีใจนะที่ยูเลือกเปลี่ยนงาน

ตอนทอมเปลี่ยนรถใหม่เป็น Audi S3 เราบอกว่าซื้อไปเลยรถน่ะ At least your midlife crisis doesn’t wake me up at night.

คุณหมอบอกว่าจะย้ายกลับเท็กซัสแล้ว ไม่ไหวนะ ที่นี่ไม่มีหมอมะเร็งไทรอยด์ที่เก่ง ๆ ชั้นนี่แหละรู้เรื่องไทรอยด์ดีสุดแล้ว ไม่ไว้ใจให้ใครรักษา กลับเท็กซัสดีกว่า เราว่า โธ่ รู้งี้รออีกหน่อยไม่ต้องถ่อมานี่ คุณหมอบอกว่าถึงพามาเลี้ยงข้าวนี่ไงละ อุตส่าห์ถ่อมาทั้งที

เราบอกว่าที่มานี่เพราะว่าเราเชื่อมั่นในตัวคุณหมอมากนะ ความเชื่อมั่นสำคัญยิ่งกว่าการรักษา เลยเล่าเรื่องที่ตอนเราท้องเลือดออกทุกวันจนไปฝังเข็ม หายเป็นปลิดทิ้ง แต่มันไม่ใช่ฝังเข็มหรอก แต่เพราะเราเชื่อมั่นไว้ใจสบายใจที่ได้คุยกะหมอฝังเข็มมากกว่าเพราะเข็ม

เลยคุยกันถึงระบบ ranking system ของ รพ Houston Methodist ที่ยูนเป็นคนวางระบบไอที เราบอกว่าเดี๋ยวจะบอกให้ว่าทำไงถึงให้ออกมาคะแนนสูง ๆ ระบบให้คะแนนของ Epic ก็ไม่ต่างจากการให้เกรดในห้องเรียน หรือข้อสอบกลาง หรือแม้แต่ปริญญาจากมหาลัยดัง ท้ายที่สุดหมอคนไหนที่หมอคนอื่นไปหานั่นแหละหมอที่เก่งที่สุด ไม่ใช่หมอที่ได้คะแนนสูงสุด

คุยเม้าท์กะคุณหมอสนุกสุด ๆ เพราะไม่ได้คุยกับผู้หญิงที่เก่งการงานมานาน แม่บ้านคนอื่นที่เขาเก่งการครัว เราก็ว่าดี แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจจะรู้ว่าทำครัวยังไง เราบอกคุณหมอว่าที่จริงเรายังไม่ได้หยุดคิดเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ แต่ต้องขอเปลี่ยนรูปแบบมาสนับสนุนสามีแทน ไม่ได้เป็น C…O ก็เป็นเมียของ C…O ก็ได้

ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้เพื่อนแม่บ้านฟังเพราะคิดว่าไม่มีใครเข้าใจนอกจากคนที่เคยมี career ambition สูง ๆ มาก่อน ซึ่งพวกนั้นก็หายากเย็นที่จะเป็นแม่บ้าน ในที่สุดเคยหาเจอคนนึง แต่เขากะเราก็ยุ่งเกินกว่าจะคุยกันเพราะต่างฝ่ายต่างคอยวิ่งไล่จับลูก

คุณหมอมาส่งที่โรงแรม เป็นฮอลิเดย์อินน์ที่รู้สึกไม่ประทับใจ ไม่ใช่โรงแรมไม่ดี แต่รู้สึกว่าถูกหลอก วันแรกที่เข้าพักเป็นวันอาทิตย์ ป้ายที่โรงแรมเขียนว่าสระว่ายน้ำจะเปิดใช้ได้วันจันทร์ เดินไปดู เอ สระไม่มีน้ำเลย พอวันจันทร์ป้ายเขียนว่าวันอังคาร แต่เราดูแล้วมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเติมน้ำใส่สระ เอาคลอรีนใส่ รอคลอรีนเข้ากับน้ำ มันไม่มีทางหนึ่งวัน แล้วพอวันอังคาร ป้ายก็เปลี่ยนเป็นวันพุธ แค่เห็นแค่นี้เราก็รู้สึกว่า โกหก ตอแหล แบบทุเรศ แค่นี้ยังโกหก แล้วเรื่องอื่นหละ โกหกอะไรอีก เมื่อขาดความเชื่อใจแล้วทุกอย่างก็ไม่เหลือ แม้เราจะพักในราคาแค่คืนละ $48 ก็ยังไม่คิดจะกลับมาอีก แล้วพอโรงแรมไม่มี repeated business แล้วก็ต้องเอาห้องพักมาขายเลหลังกับฮอตไวร์ในราคาถูก ๆ แล้วโรงแรมก็คิดวิธีลดต้นทุนแบบโกหกตอแหล แล้วก็กลายเป็นโรงแรมห่วย ๆ แล้วก็ต้องลดราคา การทำธุรกิจที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้าไม่มีทางเจริญ

ตื่นมาลงไปยิม อาบน้ำ เก็บของ ไปสนามบิน ตอนจองได้เก้าอี้แบบได้ทั้งเก้าอี้ติดหน้าต่างและทางเดิน ไม่ต้องบอกเลยว่าเครื่องเล็กขนาดไหน เสียงเครื่องดังมาก ๆ แต่มาคนเดียวนั่งใส่หูฟัง Bose มาก็สบายหน่อย ตอนมากับลูกเดี๋ยว ๆ ลูกก็เรียก ไม่ต้องใส่หูฟังคอยถอดเข้าออก มาคนเดียวมันช่างสบายเหลือหลาย

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Self Taught Phonics

วันพุธระหว่างนั่งรถไปหายายศรีเอากับข้าวจากเมืองไทยไปฝากแล้วเลยไปร้านกับข้าว เด็ก ๆ ถามว่า แม่คำว่า Branch ขึ้นต้นด้วย B ใช่ไหม ลูก ๆ เริ่มเข้าใจหลักการโฟนิคสะกดคำเองโดยที่เราไม่เคยสอน เพราะความขี้เกียจจะสอนอย่างหนึ่ง ที่ว่าขี้เกียจนี้ก็เพราะได้ทดลองแล้วไม่เห็นผลดี เด็กไม่อยากเรียน ลองโหลดโปรแกรม Speak โปรแกรม Speech to text กับ Text to speech ให้เด็ก ๆ ไปเรียนอ่านเขียนเอาเอง เด็กพูดแล้วโปรแกรมเขียนให้ หรือพิมพ์แล้วให้โปรแกรมอ่านให้ เราแกล้งลองพิมพ์คำว่า แบบนอก ดูซิว่าโปรแกรมจะอ่านว่า แบ บน อก หรือ แบบ นอก โปรแกรมอ่านว่า แบบ นอก ฮี่ ฮี่ แกล้งโปรแกรม

เด็ก ๆ เอาไอแพดไปหัดอ่านกันเอง พูดคำพูดตลก ๆ แล้วให้โปรแกรมเขียนให้ดู สนุก ขำ เราก็ทำกับข้าว ถูบ้านอะไรของเราไประหว่างลูก ๆ เรียนหนังสือด้วยตนเอง แม่เป็นผู้แนะนำไม่ใช่ครูผู้สอน

เด็ก ๆ เริ่มเข้าใจการสะกดคำ หลังจากเคยเปิดวิดีโอเรื่องโฟนิคให้ดูในรถแบบเปิดไปเรื่อย ๆ ดูก็ได้ไม่ดูก็ได้ ตอนที่เปิดวิดีโอ ลูกยังไม่ถึงเวลาที่จะเข้าใจ ได้แต่ดูผ่าน ๆ ไป แต่ตอนนี้ถึงเวลาจะเข้าใจ ถามเองว่า คำนั้น คำนี้ ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรนั้นใช่ไหม ถาม ตอบ แบบอยากรู้ ไม่ใช่เอาถูกเอาผิดเหมือนโรงเรียน ไม่ต้องกลัวเพื่อนหัวเราะถ้าตอบผิด เด็ก ๆ ดูสนุกมาก ผลัดกันคิดคำ ผลัดกันตอบ ถกเถียงกันเองว่าถูกหรือไม่ถูก จนมาตายที่คำว่า tree ถามแม่ว่าสะกดยังไง คำนี้โฮลท์บอกว่าเด็กนักเรียน ป ห้า เขียนผิดบ่อย เขียนเป็น chree ทำให้โฮลท์แปลกใจว่าทำไมถึงเขียนผิดได้ขนาดนั้นและผิดหลายคน พอลองออกเสียงดู chree ออกเสียงเกือบ ๆ เหมือน tree จริง ๆ

เราบอกลูกว่าให้ลองไปถามโปรแกรม Speak ดูสิว่าเขียนยังไง ถ้ารู้แล้วก็มาบอกแม่ ไม่ให้คำตอบ ให้คิดค้นเอาเอง

ถ้าไม่เชื่อมั่นในทฤษฎีของโฮลท์มากพอคงไม่กล้ารอจนลูกหกขวบครึ่งโดยไม่สอนอ่านเขียน เมื่อถึงเวลาลูกหัดเอง คงไม่มีเด็กคนไหนไม่อยากอ่านหนังสือออก แม้ว่าเด็ก ๆ จะใช้ voice search หรือใช้ text to speech ได้ แต่บางครั้งถ้าต้องการเขียนคำที่ไม่มีในโปรแกรมก็เขียนไม่ได้ หรือไม่สามารถตรวจสอบด้วยตนเองได้ว่าโปรแกรมเขียนถูกไหม เด็ก ๆ กระตือรือร้นอยากทำเองได้ การทำอะไรเองได้เป็นความภูมิใจ แม้แต่เราเองทำกับข้าวได้ยังรู้สึกภูมิใจแม้ว่าจะไม่ได้ชอบทำกับข้าว ถึงตอนนี้ทำได้แล้วก็ไม่ชอบทำอยู่ดี ที่ทำไม่เป็นสักทีก็น่าจะเพราะไม่ชอบทำ

วันนี้ทำ taco ให้วินกิน วินกินข้าวน้ำแกงของยายมาหนึ่งอาทิตย์ชักอยากกินกับข้าวฝรั่ง ตอนยายมาใหม่ ๆ หลาน ๆ ยังเห่อกับข้าวไทยหลังจากกินกับข้าวฝรั่งและอาหารแช่แข็งใส่เตาอบของแม่กันจนเบื่อ

เด็ก ๆ และยายบ่นว่าอยากเห็นหิมะจริง ๆ อุตส่าห์เป็นเด็กอเมริกันแต่เกิดมาไม่เคยเห็นหิมะจริงๆ สักที จัดการจองตั๋วพาลูก ๆ ไปเดนเวอร์ ไปดูหิมะของจริง หลังจากศึกษาอยู่ตั้งหลายวันว่าช่วงไหนควรไปที่สุด ตกลงไปมีนา เดือนมกราที่เดนเวอร์หนาว แต่หนาวเกินไป หนาวฟ้าใสไม่มีหิมะ เดือนมีนามีโอกาสหิมะตกสูงสุด พาลูกไปเที่ยวทีนึงนี่งานหนักตกกะเรา หาตั๋ว หาโรงแรม หาเสื้อผ้าหน้าหนาว วางแผนว่าจะไปไหนบ้าง ที่วางแผนไว้แล้ว ไม่พลาดแน่ก็ Science Museum กับ Children’s Museum เพราะลูก ๆ ชอบ ที่จริงของเมืองนี้ใหญ่กว่า ดีกว่า แต่ลูกส่ายหน้าบอกว่าเบื่อแล้ว

บินจากฮิวสตันไปเดนเวอร์ตั๋วถูกมาก ๆ ถูกกว่ากรุงเทพ ภูเก็ต จาก hub ไป hub มีเที่ยวบินมาก ยังไงเครื่องบินต้องไป reposition ที่นั่น ให้คนนั่งไปดีกว่าเอาเครื่องเปล่าบินไป อันนี้ก็เป็นข้อดีข้อเดียวที่นึกออกจากการรวมกิจการของสายการบินคอนติเนนตัลกับยูไนเต็ด ทำให้สายการบินดี ๆ ของเรากลายเป็นสายการบินห่วย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Winter Wonderland 2016

วันนี้ที่หมู่บ้านมีงาน Winter Wonderland ประจำปี ปีแรกที่เด็ก ๆ ไปตอนสี่ขวบครึ่ง ไม่สนุกมากเพราะยังรับคนเยอะ ๆ ไม่ได้ ปีที่ผ่านมาห้าขวบครึ่งชอบที่สุด สนุกที่สุด ปีนี้หกขวบครึ่ง ไม่ค่อยสนุกเท่าปีที่แล้ว

โทรไปเลื่อนโรงเรียนยิมนาสติก ขอไปเรียนวันพุธแทน กว่าจะจับทุกคนกินข้าว แปรงฟัน ก็สิบเอ็ดโมง เขาเริ่มงานไปตั้งกะสิบโมง ตอนออกรถเห็นเด็กข้างบ้านสองคนวัยเดียวกับลูก ๆ เราคุยกันอยู่ ก็งง ๆ ว่าเขาไม่อยากไปงานรึพ่อแม่ไม่ว่าง รึว่าเขาคิดว่าเขาโตเกินไปแล้ว งานนี้เป็นงานเด็กเล็ก

เราต้องหาที่พาลูกออกนอกบ้านทุกวัน ลูกจะได้ไม่ต้องนั่งหน้าจอ ซึ่งจริง ๆ แม่ชอบนะเวลาลูกดูไอแพด นั่งเงียบดี ของไม่เสีย ไม่เหนื่อย ไม่รก ไม่ยุ่ง ไม่เหมือนเวลาเล่นอย่างอื่นที่อาจจะของเสีย เช่น เล่นปาฟุตบอลในบ้าน ตีแบตในบ้าน หรือวิ่งไล่กันในบ้าน

แต่ก็รู้ละว่าดูไอแพดมากไปไม่ดีต่อพัฒนาการ ทุกวันก็หาสถานที่ที่ลูกอยากไป วันพุธลูกต้องไปเรียนเปียโน ก็เลยไม่ได้ออกไปเล่นที่ไหนอีก วันพฤหัสลูกบอกว่าอยากไปเล่นสนามเด็กเล่นที่เมื่อวันอังคารไปเล่นกับอีธานกับแซ็คกี้ แต่พอไปไม่มีเพื่อนก็เล่นไม่สนุก เหงา จนมีเด็กผู้หญิงคนนึงมาเล่นด้วย เราแอบ ๆ มองแม่เขาอยู่ด้วยความชื่นชม รู้สึกว่าอยากเป็นแม่แบบนี้ ขยันเล่นกับลูก แต่สบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด ไม่ใช่แม่แบบ helicoptor parent ที่คอยกำกับลูกตลอดเวลาว่าอย่าทำนั่น อย่าทำนี่ ให้ทำอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ เราทึ่งมากที่เห็นเขาอุ้มลูกคนเล็กที่เพิ่งคลานได้ไล่ลูกคนโตสักสามขวบ เป็นวิ่งไล่จับ แล้วก็วิ่งไล่ลูกขึ้นไปถึงไม้ลื่นแบบสูงมาก เอาตัวเล็กนั่งตักลื่นลงมา โห ขยันมากนะ เรายังขี้เกียจถ่อร่างขึ้นไปเลย

พอเล่นกันหลายคนหน่อยคนสนุกหน่อย แต่เด็กผู้หญิงดูป่วย ไอไม่หยุด จนแม่เขาพากลับบ้านไป เด็ก ๆ ก็เลยเซ็ง ๆ เราเลยชวนให้ไปเล่นที่ Natural Science Museum เด็ก ๆ ถามย้ำหลายหนว่าพวกเด็กที่ไปโรงเรียนเขาไม่ได้มาด้วยนะ เราบอกว่าไม่ได้มา เขาไปโรงเรียนกัน ไปถึงห้องเล่น เงียบเหงามาก เด็ก ๆ เล่นอะไรก็ได้ แต่ดูท่าทางไม่สนุก เดี๋ยวนี้ต้องมีเพื่อนเยอะ ๆ ถึงสนุก เลยชวนลูกไปแม็คโดนัลด์ แต่วันนี้ไม่มีเด็กเลย ก็เลยเล่นกันสองคน ไม่สนุกอีก คราวก่อน ๆ มามีเพื่อนวิ่งไล่จับกันเยอะ สนุก

เมื่อวานนี้ชวนลูกไป Childrens Museum ในเมือง ไม่ได้ไปมาพักนึงแล้ว ลูก  ๆ ต่อรถเลโก้เล่นกันพักใหญ่ นานพอจะให้แม่โทรศัพท์ไล่ตามหาหมอจนเจอ หมอของแม่ย้ายไปอยู่นิวเม็กซิโก หาตั้งนานกว่าจะเจอ ดีใจโลดมากที่หาเจอจนได้

แทบไม่ค่อยมีเด็ก แต่ลูก ๆ ก็ไม่ค่อยอยากเล่นอะไรเท่าไหร่ อยู่แค่สามชั่วโมงก็กลับ หมู่นี้อาจจะออกจากบ้านมากเกินไป เล่นมากเกินไปจนลูกเหนื่อย เดี๋ยวให้อยู่บ้านพักผ่อนกันสักวันแล้วค่อยลุยต่อ

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ตักบาตร

เงาะชวนไปตักบาตรที่วัด อันนี้ลูกไม่เคยไปแน่ ๆ เพราะครั้งสุดท้ายที่แม่ตักบาตร ก็ประมาณ ม ต้น ที่โรงเรียนมีให้ไปตักบาตร

เนื่องจากแม่ห่างไกลวัด ลูกก็ห่างไกลวัดไปด้วย พอน้าเงาะชวน แม่รับ ลูกจะได้ประสบการณ์ใหม่ ไปที่ใหม่แต่เจอเพื่อนเก่า

ตื่นมาแต่เช้าทอดกุนเชียง เงาะบอกให้ทอดไป กับทำข้าวเหนียว แต่กะไม่ถูกข้าวเหนียวเละ ส่วนกุนเชียงออกมาพอดีเพราะจำได้ว่าทอมบอกว่าให้ทอดเหมือนเบคอน ไฟแรงก่อน อ่อนทีหลัง คอยเอาน้ำมันออก

จัดของใส่กระติกร้อนไปแล้วก็เปิดแอปเปิลแม็บ แต่ใช้ไม่เป็นหรือไงไม่รู้ ไอโฟนเครื่องแรก turn by turn ไม่เห็นใช้ได้ (หมายถึงใช้ไม่เป็น ไม่ใช่โทรศัพท์เสีย) แต่พอจะมองจากแผนที่ออกว่าอยู่แถวไหน มิน่า ทอมเปลี่ยนเครื่องใหม่เป็นแอนดรอยด์เหมือนเดิม คงขี้เกียจมาเรียนรู้อีก

ไปถึงก่อนเงาะคนบ้านใกล้ รอสักพักพอเงาะมา เด็ก ๆ ดีใจวิ่งไปหากัน แซคกี้วิ่งมากอดแกรนท์ บอกว่า I miss you. แล้วก็พากันวิ่งเล่น แม่ ๆ ต้องเรียกลูกไปกราบพระก่อน อีธานกับแซคกราบพระคล่อง สองคนนี้ตอนแรกงุนงง บอกให้ดูเพื่อนทำก็ทำได้ หลวงพ่อชอบใจรีบยกไอแพดมาถ่ายรูป ชี้มาที่วินถามว่า อายุเท่าไหร่แล้ว พอตอบว่าหกขวบแล้ว หลวงพ่อบอกว่าปีหน้ามาบวชเณรได้แล้วสิ วินเหลียวหลังมากระซิบแม่ว่า ไม่เอา ๆ จะนอนกับแม่ ไม่มานอนที่วัด

ยื่นอาหารให้เงาะแล้วก็ต้อนเด็ก ๆ สี่คนออกไปวิ่งข้างนอก ไม่ได้วิ่งไล่จับหรืออะไร แค่วิ่งไปวิ่งมาด้วยกัน วิ่งปล่อยพลัง แล้วเงาะก็เรียกเด็ก ๆ ไปประเคนของ น้าเงาะทำให้ดูก่อน วินทำตาม ความจริงแม่ก็ดูน้าเงาะเหมือนกัน เพราะแม่ก็ไม่เคยเอาข้าวตักใส่บาตร แกรนท์เห็นวินทำ ทำตามบ้าง

เด็ก ๆ มานั่งรับฟังพระเทศน์ นอกจากวินที่ทนนั่งเฉยได้ เด็ก ๆ คนอื่นหน้ามุ่ยอยากออกไปเล่นมากกว่า พระเทศน์ว่า พาเด็กมาวัดก็คือปลูกฝังนิสัยให้เขาได้คุ้นเคยกับวัด เพราะอาตมาก็ถูกยายให้ไปวัดบ่อย ๆ ก็ไปแบบไม่ค่อยเต็มใจ อยากนอนไม่อยากตื่นเช้า

พอพระเทศน์เสร็จ พระฉัน ต้อนลูก ๆ ออกไปเล่นข้างนอก เงาะกินข้าวก่อน เราดูเด็ก แล้วผลัดกันให้เงาะดูเด็ก เรากินข้าว

เก็บกับข้าวกลับบ้านแล้วไปบ้านเงาะ เด็ก ๆ บอกว่าอยากดูต้นคริสตมาสที่บ้านน้าเงาะ เด็ก ๆ ไปเล่นกัน สักพักอีธานฉีกตุ๊กตาดึงไส้ตุ๊กตาออกมา โดนเงาะทั้งดุทั้งตีเอา แซคกี้บอกว่า He’s being punished.  วินถามแม่ว่า punish แปลว่าอะไรแม่ เรากระซิบว่า แปลว่า ลงโทษ วินถามว่า ลงโทษ แปลว่าอะไรแม่

อืม …

นั่งว่าง ๆ ช่วยเงาะพับกล่องสบู่ แลกแรงงาน เราพับกล่องสบู่ เงาะทำเกี๊ยวใส่กล่องมาให้ แล้วก็พาเด็ก ๆ ไปวิ่งเล่น ปาร์คดีน่าเล่นทีเดียว ไม่ใหญ่แต่ออกแบบดี สักพักเงาะถามว่าเราเป็นไง ท้องเสียมั้ย เราบอกว่าไม่เห็นเป็นไร เงาะบอกว่าไม่รู้กินอะไรไป ปลาร้ารึเปล่าไม่รู้ วิ่งแจ้นขึ้นรถกลับไปเข้าห้องน้ำที่บ้าน เราก็แกว่งชิงช้าเด็กสี่คนไป ทุกคนชอบเพราะเราแกว่งแรงให้ตัวลอย แรก ๆ ลูกเงาะก็ยังกลัว ๆ อยู่ แต่พอเห็นสองคนนี้ชอบเลยเอาบ้าง แล้วก็สนุกชอบใจ เสียนิสัย พอแม่เงาะมา คราวนี้บอกให้แม่เงาะแกว่งแรง ๆ บ้าง

สี่โมงวินหิว บอกให้ลูกกลับบ้านเหอะ แวะซื้อโดนัทโฮล แกรนท์เรียกว่า มินิโดนัท ลูกหลับในรถชนิดแม่ลงไปซื้อลูกยังไม่ตื่น ซื้อมาสามโหลให้กินให้เบื่อไปเลย

กลับมาถามแกรนท์จนได้ความว่าที่อีธานฉีกตุ๊กตาออกมาเพราะจะเอาไส้ตุ๊กตาที่ขาว ๆ นิ่ม ๆ มาโยนทำเป็นหิมะ ถือว่าพูดรู้เรื่องขึ้นเยอะ ซักจนได้ความจนได้ แม้จะต้องถามนานหน่อย

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น